หน้าแรก ย้อนกลับ วัฒนธรรมศรีวิชัยที่ปรากฏอยู่ในวิถีชาวบ้านรอบลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา
วัฒนธรรมศรีวิชัยที่ปรากฏอยู่ในวิถีชาวบ้านรอบลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา
บุญเลิศ จันทระ1
อาณาจักรศรีวิชัยมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13-17 มีการสันนิฐานว่าการปกครองในอาณาจักรดังกล่าวเป็นลักษณะสหพันธรัฐมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองปาเลมบังเกาะสุมาตรา มีเมืองสำคัญที่เป็นเครือข่ายกระจายตัวอยู่ในคาบสมุทรมลายูจนถึงภาคใต้ของไทย เมืองสำคัญที่เกี่ยวข้องในภาคใต้ของไทย เช่นเมืองตามพรลิงค์หรือนครศรีธรรมราช เมืองไชยา เป็นต้น บางช่วงอาณาจักรดังกล่าวแผ่อิทธิพลเข้าไปถึงพื้นแผ่นดินใหญ่ที่เป็นภาคกลางของไทยในปัจจุบัน ภายหลังเมื่ออาณาจักรมัชปาหิตในเกาะชวาเจริญขึ้นช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 อาณาจักรศรีวิชัยจึงเสื่อมอำนาจลง รวมถึงการแผ่อิทธิพลของรัฐไทยในสมัยพ่อขุนรามคำแหงที่ส่งผลต่อภูมิรัฐศาสตร์ในภาคใต้อย่างสำคัญ อย่างไรก็ตามอาณาจักรศรีวิจัยในมิติของวัฒนธรรมยังคงขับเคลื่อนสืบต่อมาด้วยปัจจัยหลายประการ เช่น การค้า ศิลปะการแสดง การศาสนา และความสัมพันธ์ของผู้คน เป็นต้น
เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อของผู้คนในภาคใต้ปัจจุบันเมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศไทยมีทั้งความต่างและความเหมือนจนชวนให้สืบสาวเพื่อมองเห็นสายราก ในที่นี้ผู้เขียนจะได้แสดงให้เห็นวัฒนธรรมศรีวิชัยที่ยังปรากฏอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนในภาคใต้ โดยเฉพาะวัฒนธรรมในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลามาแสดงพอเป็นสังเขป ดังนี้
คติพื้นบ้านที่ปรากฏในประเพณีงานศพของผู้คนในภาคใต้พบว่า ชาวภาคใต้ตอนล่าง เชื่อกันว่าในป่าช้าหรือเปลวมีมีเทพผู้เป็นเจ้าแห่งป่าช้า เมื่อมีคนตายเกิดขึ้นในหมู่บ้านมีการประกอบพิธีกรรมไปตามประเพณีในวันสุดท้ายที่จะนำศพไปสู่ป่าช้าเพื่อประกอบพิธีเผาศพ จะต้องประกอบขั้นตอนสำคัญของพิธีกรรม คือ การนำเครื่องเซ่นสรวงบ่วงพลีที่เรียกกันในภาษาพื้นบ้านว่า “ข้าวบอก” ประกอบพิธีเพื่อ “บอก”กับเทพเจ้าดังกล่าว ในทำนองขอให้ดวงวิญญาณของผู้ตายได้ไปสู่วิมานสวรรค์ และวิมานสวรรค์ดังกล่าวถูกสร้างขึ้นเป็นสัญลักษณ์ของเขาพระสุเมรุ (ในป่าช้าของชาวบาหลีก็สร้างสัญลักษณ์เข้าพระสุเมรุขึ้นเพื่อประกอบพิธีเผาศพที่เรียกกันว่า “กุหนุง”) ที่เริ่มแรกเรียกเชิงตะกอน พัฒนารูปแบบเป็นสามสร้างชั่วคราว สามสร้างถาวร และเป็นเมรุเผาศพ ดังปรากฏอยู่ในป่าช้าทั่วไปในภาคใต้ พัฒนาการของภาษาและรูปแบบของเชิงตะกอนแสดงให้เห็นพัฒนาการของวัฒนธรรมตามคติเขาพระสุเมรุได้เป็นอย่างดี ซึ่งพบว่าโลกทัศน์เกี่ยวกับชีวิตหลังความตายยังดำรงอยู่บนโครงสร้างของจักรวาลวิทยาแบบโบราณ และยังคงเรียกเจ้าเปลวในชื่อที่เหมือนกันตลอดคาบสมุทรมลายู
เทพแห่งป่าช้าคนในท้องถิ่นเรียก ยายกาหลาตากาหลี ถึงแม้จะเป็นชื่อที่ค่อยเพี้ยนไปหรืออาจจะไม่กล้าแม้จะเอยนามตรง ๆ ว่า ตากาหลา ยายกาหลี จึงแสร้งเรียกเพื่อหลอกเจ้าเพราะกลัวในมหิทธานุภาพที่จะนำเหตุเภทภัยมาสู่ตัวสู่ตนแม้แค่เพียงเอยพระนามก็เหลือที่จะคิด จึงเกลื่อนเพศสภาพไปตามคติพราหมณ์-ฮินดูเจ้าเขาพระสุเมรุแท้จริงคือ พระศิวะเจ้า เมื่อยามพิโรธ ก็จะกลายร่างเป็นพระกาฬ และพระนามนี้เองคน ทั้งคาบสมุทรมลายูก็เรียกเหมือนกันว่า พระกาฬ (patarakara) เป็นที่น่าสังเกตว่า ในบาหลี ซึ่งปัจจุบันยังคงนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดูสืบมาอย่างเข้มข้น มีพิธีกรรมในงานศพไม่ต่างไปจากพิธีเผาศพของคนในภาคใต้ตอนล่าง รวมถึงรอบลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ในพิธีดังกล่าว จึงมีคนถือข้าวบอก เพื่อนำไปบอกเจ้าเปลว ก่อนจะเข้าสู่พิธีเผาศพต่อไป
คติเกี่ยวกับเขาพระสุเมรุในวัฒนธรรมพื้นบ้าน โลกทัศน์ของผู้คนในท้องถิ่นเชื่อว่า ในสรรพธรรมชาติมีพลังอยู่เหนือธรรมชาติ เมื่อปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติจึงมีจารีตพื้นบ้านแสดงความเคารพต่อธรรมชาติในหลากหลายมิติ เช่น การสร้างบ้านเรือนจึงมีการนำคติศูนย์กลางจักรวาลมาใช้โดยการกำหนดให้มีเสาเอก และการวางเสาเอกนี้เองจึงมีพิธีกรรมที่ซับซ้อนเพื่ออัญเชิญสิ่งที่เป็นมงคลมาประดิษฐาน ในทำนองเดียวกับการสร้างวัดที่ใช้คติดังกล่าวมาเป็นศูนย์กลางของวัด ซึ่งภายหลังปราชญ์ชาวพุทธได้ใช้โพธิบัลลังของพระประธานในโบสถ์เป็นศูนย์กลางจักรวาลแทน เป็นการสวมความหมายใหม่ของคติจักรวาลวิทยาแบบพราหมณ์-ฮินดู คติดังกล่าวนี้ส่งผลต่อจารีตการสร้างองค์ประกอบของอาคารที่อยู่อาศัยของผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างซับซ้อน เช่น กุฎิเจ้าอาวาสอยู่ในทิศใดของโพธิบัลลังจึงจะเป็นมงคล หากผิดไปจะส่งผลให้ผู้เป็นเจ้าอาวาสอาจสุ่มเสี่ยงต่อโทษทางพระวินัยขั้นร้ายแรงที่เรียกว่า อาบัติปาราชิก ไม่ต่างกันกับผู้อาศัยในบ้านโดยเฉพาะเจ้าของบ้าน การสร้างเรือสร้างกริช หรือแม้แต่จะทำกรงนกคุ้มไว้ต่อนกชนิดนี้ ยังจำเป็นต้องสร้างเขาพระสุเมรุไว้ป้องกันสรรพอาถรรพ์อันเป็นพลังที่มองไม่เห็น นี้เป็นวัฒนธรรมหยั่งลึกมองเห็นได้ยากยังคงกระทำแฝงไว้ ซึ่งไม่จำต้องกล่าวถึงวัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรมทั้งหลายที่สัมผัสง่ายกว่า เช่น หนังตะลุง ทั้งรูปลักษณ์และเนื้อหาโดยลึกแล้วรับมาจากศรีวิชัยโดยตรง ดังบทขับไหว้ครูหมอหนังตะลุงโบราณที่ว่า
“ทางการไทยไปยะโฮต้องขี้ช้าง
การเดินทางเป็นขบวนล้วนทหาร
ถึงที่นั้นต้องตอนรับเป็นทางการ
ต้องมีงานสนุกทุกทีไป
เห็นหนังแขกขับขานการละเล่น
จำเชาว์เชนเชิงชิดจิตเลื่อมใส
นายหนักทองก้อนทองกองช้างไทย
ต้องร้องเล่นไว้เป็นสักขี
คำไหว้ครูผู้เฒ่าเข้าพิธี
ผ้าข้าวมีสีมุมตึงขึงจอบัง
ข้างภายในห้อยตะเกียงเหวียงระวัง
แล้วใช้หนังโค...จำลองคน”
สิ่งที่กล่าวมาพอเป็นตัวอย่างนี้ แต่ละเรื่องมีคติหรือแนวปฏิบัติที่ค่อนข้างเคร่งครัด ซับซ้อนอยู่ในแต่ละเรื่องแต่ละขั้นตอน ชนิดที่ชวนรู้ ชวนคิด ชวนวิเคราะห์อย่างมาก และคติที่กล่าวมาเป็นต้นเหล่านี้แม้จะเป็นอิทธิพลของวัฒนธรรมพราหมณ์-ฮินดู แต่เป็นวัฒนธรรมไม่ได้รับมาจากประเทศอินเดียโบราณโดยตรง แต่กลับเป็นวัฒนธรรมที่ฝักตัว แตกตัวในท้องถิ่นอันเป็นเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรม การเมือง การค้าในภูมิภาค เป็นวัฒนธรรมอินเดียนอกประเทศอินเดียที่เรียกว่า อินโดนิเซีย ซึ่งก็คือศูนย์กลางของวัฒนธรรมศรีวิชัย แล้วค่อยๆ แผ่กระจายไปทั่วภูมิภาครวมถึงภาคใต้ของไทยในปัจจุบัน
เขาพระสุเมรุบนหัวกริช
เขาพระสุเมรุบนกรงต่อนกคุ้ม
เขาพระสุเมรุบนเรือกอและ
1นักวิชาการ สถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ
ประวัติความเป็นมาหนังตะลุง. (ม.ป.ป.). สืบค้น 28 กันยายน 2568, จาก https://shorturl.at/rnjWl
แชร์ 96 ผู้ชม